การสัก ลายต่างๆบนเรือนร่างเป็นแฟชั่นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเริ่มต้นจากกรีก เป็นการทำสัญลักษณ์เฉพาะใบหน้าของทาส และ อาชญากร ต่อมา ค.ศ. 787 การสักบนใบหน้าถือเป็นการลบหลู่ต่อพระผู้เป็นเจ้า
ในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า Irezumi ความหมายว่า การเติมหมึก การสักจะประทับตราคนกลุ่มต่างๆ เพื่อแบ่งแยกเช่น เพชฌฆาต สัปเหร่อ อาชญากร จนกระทั่งเริ่มมีการสักแบบ Horibari ที่มักจะสักลวดลายต่างๆทั่วร่างกาย และเริ่มแพร่หลายในปี ค.ศ. 1750 โดยนิยมมากในหมู่ Eta ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นต่ำที่สุด ลวดลายต่างๆมักเป็นจิตรกรรมที่มีชื่อเสียง ตลอดจนเทพเจ้า ตามความเชื่อทางศาสนา และนิทานพื้นบ้าน
ส่วนประเทศไทยในสมัยโบราณมักจะสักตามเรือนร่างเพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ หรือ ที่เรียกกันว่า “สักยันต์” เชื่อว่าเมื่อสักลงไปแล้วจะทำให้ “มีโชค แคล้วคลาด ปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน และพ้นจากอันตรายต่างๆ” รูปแบบลายสัก หรือ ยันต์แต่ละชนิดจะให้คุณที่แตกต่างกัน และ ผู้ที่สักยันต์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่แต่ละสำนักกำหนดไว้ เช่น ห้ามด่าบิดา-มารดา ห้ามลบหลู่ครูอาจารย์ เป็นต้น
วิธีสักในปัจจุบันพัฒนาไปมากเพราะเครื่องมือสักเป็นแบบไฟฟ้า เข็มเป็นมอเตอร์ในการทำให้ขยับแทงในผิวหนังลึกระหว่าง0.6-22 มิลลิเมตร และ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ เช่น impetigo, staph infection, cellulitis ตลอดจนปฏิกิริยาจากสี เพราะสารที่นิยมใช้เป็นสีหลายชนิดมักเป็นโลหะหนัก เช่น สารปรอท แร่เหล็ก แร่โคบอลด์ สารเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะสารสีแดงของโลหะจะพบได้บ่อยที่สุด
ผู้ช่วยช่างสัก
โซจู

ดรออิ้ง
